มารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะมาก 




 คนชั่ว...
อาจเสแสร้ง ทำดี หรือพูดดีได้
แต่คนดี...
จะไม่เสแสร้ง ทำชั่ว หรือพูดชั่ว โดยเด็ดขาด

  



ความทุกข์ของมนุษย์มีเพียงเท่านี้

สู่แผ่นดิน “ถิ่นกาขาว”

คำว่า “ถิ่นกาขาว” มาจากไหน ?
จากหนังสือที่เขียนบันทึกเกี่ยวกับประวัติ ผลงาน อภินิหาร และเกียรติคุณ ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ของ มหาอำมาตย์ตรี พระยาทิพโกษา ( สอน โลหะนันท์ ) ม.ล.พระมหาสว่าง เสนีย์วงศ์ ทำการรวบรวมไว้ในปี พ.ศ.2493 มีเนื้อความ ดังนี้
หลังจากที่ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) พรหมรังษี ได้มรณภาพลง เมื่อวันเสาร์แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งตรงกับ วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2415 เวลาเที่ยงคืน เช้าวันรุ่งขึ้น นายอาญาราช ( อิ่ม ) ศิษย์ก้นกุฏิ ของเจ้าประคุณสมเด็จ เข้าไปเก็บกวาด ในกุฏิของท่าน ขณะทำความสะอาดพื้นกุฏิ นายอาญาราชได้พบ เศษกระดาษชิ้นหนึ่งซุก อยู่ใต้เสื่อเป็นลายมือของเจ้าประคุณสมเด็จ เขียนสั้นๆ โดยสังเขป มีความว่า
มหากาฬ พาลยักษ์ รักมิตร สนิทธรรม จำแขนขาด ราษฎร์จน ชนร้อนทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว ชาววิไล
หลังจากนั้นได้มีการตีความหมายข้อความนั้นว่า เป็นคำคำพยากรณ์ชะตาเมืองไทย เพราะสามารถขยายความหมาย ได้ตรงกับความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นมาแล้วถึง ๘ ยุค ๘ สมัย หรือ ๘ รัชกาล
เราลองมาศึกษาเหตุการณ์สำคัญ ในช่วง ๘ รัชกาลว่า สอดคล้องกับข้อความนั้น จนทำให้เราเชื่อว่านั่นคือคำพยากรณ์ชะตาเมืองได้อย่างไร ?
๑. มหากาฬ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรปราบดาภิเษก คือปราบกบฎที่ก่อความเดือดร้อนให้บ้านเมือง และสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงถูกพวกกบฎจับกุมคุมขังและยึดอำนาจ ฐานวิกลจริต (กล่าวหาว่าเป็นบ้าเสียสติ)ด้วยการนำไปประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์ และตั้งตนเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี (ตามประวัติศาสตร์ว่าเช่นนั้น)
ในการนี้ทำให้ผู้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าตาก และผู้ที่ไม่เห็นด้วย รวมไปถึงผู้ที่เสียผลประโยชน์ เกิดแข็งข้อ ไม่ยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี จึงได้มีพระบรมราชโองการปราบพวกกบฎต่อแผ่นดินใหม่ให้ราบคาบ มีการสังหารล้างโคตรกันทีเดียว ถึง ๘๒ ตระกูล มีการประกาศใช้กฎปราบกบถ กฎมณเทียรบาล และกฎอัยการศึก เพราะสร้างกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงใหม่ ยังระส่ำระสาย ยังไม่เป็นปึกแผ่นมั่นคงไม่ได้ จึงต้องทำทุกอย่างด้วยความเฉียบขาด เนื่องจากบ้านเมืองไม่มั่นคง และยังมีสงคราม ๙ทัพอีก จึงเรียกยุคนี้ว่า "ยุคมหากาฬ" หรือ"ยุคมืด"
๒. พาลยักษ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นยุคแห่งความวิบัติเคราะห์ร้าย ของผู้คนในแผ่นดิน เนื่องจากเกิดอหิวาตโรค (โรคห่า โรคท้องร่วง) ในปี พ.ศ. ๒๓๖๓ โรคได้ระบาดไปทั่วเมือง มีผู้คนล้มตายจำนวนมาก ตามวัดสำคัญต่าง ๆ เช่น วัดสระเกศ , วัดบพิตรพิมุข เต็มไปด้วยซากศพผู้เสียชีวิต ในแม่น้ำลำคลองมีซากศพลอยขึ้นอืดเกลื่อนกราด ผู้คนต่างหลบซ่อนอยู่ภายในบ้าน บางครอบครัวอพยพหลบหนีโรคร้ายไปอยู่เสียหัวเมือง 
ในการนี้ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๒ ถึงกับรับสั่งให้ทำพระราชพิธียิงปืนใหญ่รอบกำแพง พระบรมมหาราชวัง ๑ คืน สมัยนั้นมีความเชื่อที่ว่า โรคห่า เกิดจากการกระทำของยักษ์มาร ภูติผีปีศาจ จึงต้องมีพิธีการสวดมนต์ ปัดรังควาน ยิงปืนใหญ่ขับไล่ ให้มันตกใจกลัวจะได้หนีไป ทำคล้ายกับพิธีสวดภาณยักษ์ หรือสวดอาฎานาฎิยปริตร ทรงให้อัญเชิญพระแก้วมรกตอันศักดิ์สิทธิ์ และพระบรมธาตุออกแห่แหน เป็นการขับไล่อัปมงคลและปลอบขวัญราษฎร ในที่สุดโรคร้ายก็สงบ มีผู้เสียชีวิตกว่าสามหมื่นคน จึงเรียกยุคนี้ว่า "ยุคพาลยักษ์"
๓. รักมิตร นัยว่า รักบัณฑิต ในสมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถมากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การค้าขายกับต่างประเทศ (รัชกาลที่ ๒ ทรงสัพยอกท่านว่า"เจ้าสัว") ได้มีการเริ่มต้นเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศอันได้แก่ อังกฤษ, อเมริกา ฯลฯ โดยเริ่มต้นจากการค้านั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นยุคที่ทรงโปรดปรานชุบเลี้ยงคนที่มีความสามารถ ตั้งใจทำราชการอย่างจริงจัง
๔. สนิทธรรม ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า พระองค์ท่านทรงออกผนวชนานถึง ๒๗ พรรษา (ตลอดรัชกาลที่ ๓ ) ต่อมาพระองค์ท่านลาสิกขาขึ้นครองราชย์ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของข้าราชบริพาร พระองค์ยังทรงฝักใฝ่ในธรรม จึงได้ทรงสนับสนุนการเผยแพร่จริยธรรม ตลอดจนการพระศาสนาต่างๆ พระองค์เองก็ทรงชุดขาวถือศีล ๘ อย่างเคร่งครัด ฟังธรรมทุกวันธรรมสวณะ จึงเรียกยุคนี้ว่า “ยุคสนิทธรรม”
๕. จำแขนขาด ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดเป็นยุคที่น่าเศร้าใจอีกยุคสมัยหนึ่ง เพราะเป็นสมัยที่พวกตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ และฝรั่งเศส ออกล่าอาณานิคมเข้ายึดประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเซีย เป็นเมืองขึ้น เมืองสยามของไทยเราสมัยนั้น มีความเจริญล้าหลังทั้งสองชาติมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความก้าวหน้าทางการทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ จึงไม่มีหนทางใดเลยที่จะสามารถต่อกรกับชาติมหาอำนาจอย่าง อังกฤษ และฝรั่งเศสได้ ประเทศเพื่อนบ้านรอบ ๆ ไทยเรา ได้ตกเป็นเมืองขึ้นเขาหมดแล้ว ดังนั้น ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส จึงบีบไทยทุกด้าน หาเรื่องทุกอย่าง ที่จะเป็นเหตุยกทัพบุกยึดประเทศให้ได้ แต่ด้วยพระปรีชาญาณแห่งองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระองค์ได้ดำเนินวิเทศโยบายอย่างรัดกุม ทรงเสด็จประพาสยุโรป ถึง ๒ หน รวมไปถึงรัสเซียมหามิตรของไทยในสมัยนั้นด้วย นับว่าเป็นผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยมเพราะไทยเราได้รัสเซียเป็นเพื่อน เอาไว้เป็นไม้กันอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ถึงกระนั้น ไทยเรายังต้องยอมเสียดินแดนส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่เอาไว้ คือไม่ให้เกิดสงครามจนเราแพ้ต้องเสียเอกราช คือยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ร.ศ ๑๑๒ หรือ พ.ศ. ๒๔๓๖) แก่ฝรั่งเศส หลังจากที่ในปี พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้เสียแคว้นสิบสองจุไทย ไปก่อนแล้ว
ทหารไทยกับปืนใหญ่สมัยรัชการที่ ๕
ต่อมาฝรั่งเศส ได้ถอนทัพเรือไปยึดจันทบุรีเอาไว้ ไทยต้องยอมยกดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง และเมืองหลวงพระบาง ให้อีก ส่วนอังกฤษนั้น ไทยเรายอมทำสัญญา ยกดินแดนหัวเมืองทางมาลายู คือ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส ให้อังกฤษ เพื่อแลกกับสิทธิสภาพนอกอาณาเขต หรือ อำนาจศาลกงสุล ในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ยุคนี้จึงต้อง “จำแขนขาด” เพื่อรักษาชีวิตประชาชน และผืนดินแผ่นใหญ่เอาไว้ให้ลูกหลานจนทุกวันนี้
๖. ราษฏร์จน ในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคที่ไทยเรามีการนิยมของนอก มีการฟุ้งเฟ้อ เอาอย่างวัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะในหมู่ข้าราชบริพาร ขุนน้ำขุนนางในราชสำนัก มีการแต่งตั้งยศถาบรรดาศักดิ์กันมากเกินไป จนแทบจะไม่มีความหมาย เป็นยุคเริ่มต้นแห่งภัยพิบัติในด้านเศรษฐกิจที่จะตามมาในยุคต่อไป การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน ทำลายแผ่นดินทางอ้อม ในสมัยนี้มีผู้คิดปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเหมือนกัน แต่ทำไม่สำเร็จกลายเป็นกบฎไป (กบฎ รศ.๑๓๐) จึงเรียกยุคนี้ว่า “ราษฏร์จน” คือ ราษฎรยากจน ประเทศจน เพราะเงินทองหลั่งไหลออก ไม่ประหยัดเก็บออม  
๗. ชนร้อนทุกข์ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดเป็นยุคที่ผู้คนพลเมืองต้องประสบกับภาวะ "ข้าวยากหมากแพง" ผู้คนอดอยาก แร้นแค้นด้วยสภาวะเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ และผลสืบเนื่องมาจากการฟุ้งเฟ้อในรัชกาลก่อน มีการปลดข้าราชการออกเพราะไม่มีเงินเบี้ยหวัด เงินปีให้ เป็นสมัยนี้ประชาชนมีความเดือดร้อน เป็นทุกข์ ยากเข็ญแสนสาหัส มีการกระทำที่รุนแรงถึงขึ้น ทั้งการปฏิวัติยึดอำนาจ ให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรญาณาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย จนในที่สุด พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องทรงสละราชสมบัติ และเสด็จไปสวรรคต ณ ต่างประเทศ ประชาชนเดือดร้อน อย่างสาหัส ราชการไม่สามารถดูแลบรรเทาช่วยเหลือได้เพราะการเมือง ไม่มั่นคง เรียกได้ว่าเป็นยุคเดือดร้อนทุกข์ยากแสนสาหัส
๘. ยุคทมิฬ ในสมัยรัชกาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จัดเป็นอีกยุคหนึ่งที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องจารึกไว้ เมื่อในหลวงอันเป็นที่รักยิ่งของเรา ทรงถูกลอบปลงพระชนม์ ถึงแก่สวรรคต แม้จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ยังเป็นที่วิพากย์วิจารณ์ถึงสาเหตุแห่งการลอบปลงพระชนม์ และผู้บงการ บ้านเมืองในยุคที่เริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้ จัดเป็นยุคที่มีการแย่งชิงอำนาจ มีการปฏิวัติ รัฐประหาร เข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเอง จึงเรียกว่า "ยุคทมิฬ" ยุคแห่งความเหี้ยมโหด ไร้ศีลธรรม
    ๙. ถิ่นกาขาว ในยุคสมัยปัจจุบันรัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งน่าจะมีชื่อเรียกยุคนี้ว่า "ถิ่นกาขาว" สำหรับสมัยนี้ดูง่าย ชัดเจน จะเรียกได้ว่าเป็นยุคของ ความหลง ความโง่ เลยที่เดียว โดยเฉพาะเรื่องของการหลงตัวบุคคล คนไทยสมัยนี้ยกย่องคนชั้นต่ำสันดานกา เพราะหลงดีหลงงามไปกับการแสดงภายนอก คือทำตนว่าเป็นคนดี พูดดี แต่งตัวดี แสดงละครหลอกสังคมนิดหน่อย ก็แห่แหนกันนิยมชมชอบ ให้ความรักยกย่องนับถือ ซึ่งเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ต้นรัชกาล ไม่ว่าจะเป็นการนิยมชนต่างชาติต่างศาสนา ผู้นำสังคมบ้านเมือง นักร้องดารา หรือแม้แต่วงการศาสนา และคนไทยก็ต้องผิดหวังกับมนุษย์สันดานกาเหล่านั้น ครั้งแล้วครั้งเล่า บ้านเมืองก็เสื่อม ศีลธรรมก็ถอย เนื่องจากพวกกาขาวถูกยกย่องในสังคม มีบทบาทในสังคมมากขึ้น และมีจำนวนมากขึ้น เพราะ “กา” ไม่ว่าจะสีขาวหรือสีดำ เป็นสัตว์อัปมงคลและก็มีสันดานเดียวกัน คือ สันดานเลว กินไม่เลือก ชอบกินของสกปรก เห็นแก่ตัว ชอบฉวยโอกาส ขี้ขโมย เอาแต่พวกพ้องตนเอง เนรคุณ(เลี้ยงไม่เชื่อง) น่ารำคาญ แล้วก็เป็นสัตว์ที่โง่มากๆด้วย (ขนาดนกกาเหว่าแอบไข่ในรังยังคิดว่าเป็นลูกตัวเอง อันนี้เรื่องจริงตามธรรมชาติเลยนะ) ในพุทธวจนะ พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงสันดานกาไว้ ๑๐ ประการ ว่า กา เป็นสัตว์ทำลายความดี กา เป็นสัตว์คะนอง กา เป็นสัตว์ทะเยอะทะยาน กา เป็นสัตว์กินจุ กา เป็นสัตว์หยาบคาย กา เป็นสัตว์ไม่กรุณาปรานี กา เป็นสัตว์ต่ำช้า กา เป็นสัตว์ร้องเสียงอึง กา เป็นสัตว์ปล่อยสติ กา เป็นสัตว์สะสมของกิน 
    แล้วคนไทยกลับยกย่องสนับสนุน เชิดชู เลื่อมใส มนุษย์สันดานกาเหล่านี้ แถมที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือ ถือสันดานเลวว่าดีเอาเป็นเยี่ยงเป็นอย่างของตนด้วย ประเทศชาติ ศาสนา พระราชวงศ์ จึงตกต่ำเสื่อมถอย ปัจจุบันนี้กาขาวได้ครองเมืองไทยแล้ว มีทุกที่ทุกวงการ พูดแบบตรงๆ คือ เมื่อให้คนชั่วยืนกันเต็มพื้นที่ คนดีก็ต้องถอยเพราะไม่มีที่ให้อยู่ ไม่มีโอกาสทำดี ถึงมีคนดีอยู่ พยายามทำดีอยู่ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน ไม่ก้าวหน้า ไม่เจริญ แถมจะต้องอยู่ในอำนาจบังคับของคนชั่ว ที่มีกำลังสนับสนุนจากคนโง่ที่นิยม “อีกาขนขาว” ซึ่งมีจำนวนมาก ไม่นานคนดีก็จะเริ่มกลายพันธุ์ และสูญพันธุ์ในที่สุด แล้วเราจะหวังให้ประเทศชาติเจริญ สงบสุข ร่มเย็นได้อย่างไร
    ในด้านของพระพุทธศาสนาเช่นกัน พระภิกษุสมัยนี้ กลับพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า นำคำสอน แนวพิธีกรรม นอกพระพุทธศาสนามาใช้ ตนเองไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย สรรหาอธรรมวินัยที่โลกนิยมมาใช้ เพื่อหวังลาภผลแก่ตนเอง แม้แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม ทรงติเตียนก็กลับนำมาประพฤติ นำมาถือปฏิบัติ เรียกได้ว่าเอาของสีดำมาย้อมสีขาว แล้วก็ขายหากินกันไป จนชาวพุทธสับสนหาความเป็นพุทธไม่เจอ ภิกษุผู้ไม่ระอายเหล่านั้น พอมีชื่อเสียง คนโง่คนเขลาก็ยิ่งยกยกย่องสรรเสริญ เชื่อถือสนับสนุนกันเป็นการใหญ่ ภิกษุผู้มีพฤติกรรมเช่นนั้น ก็เป็นเช่นกาที่มีขนสีขาว มีมากมีให้เห็นกันทั่วไป แม้แต่แผ่นดินพระพุทธศาสนา คือฝ่ายศาสนจักรนี้ ก็ยังถูกพวกภิกษุสันดานกาขนสีขาว เข้ายึดครอง เป็นถิ่นกาขาวไปแล้วเช่นกัน  ยุคนี้จึงสมแล้วที่จะเรียกว่า “ยุคถิ่นกาขาว” หรือ “ยุคมนุษย์สันดานกา”   
    ๑๐. ชาววิไล ซึ่งยังมาไม่ถึง มีผู้ตีความกันต่าง ๆ นานาเมื่อดูจากความหมายแล้ว คำนี้น่าจะหมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง สงบสุขร่มเย็น มั่นคง ประชาชนจะอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข แต่อย่างไรก็ตามหวังว่า “ชาววิไล” ของไทยคงจะไม่ใช่ “ชาวศิวิไลซ์” (civilise) ที่เจริญแต่วัตถุอย่างชาติอื่นๆ เพราะหากจิตใจของคนไม่เจริญ ตามวัตถุ ความสุขแบบที่เรียกว่าสุข สงบ ร่มเย็น คงเกิดขึ้นไม่ได้ คงจะเป็นสุขแบบร้อนๆ มากกว่า คือ ร้อนด้วย ตันหา ราคะ และกิเลส แล้วยิ่งเราเห็นพฤติกรรมของเยาวชน คนหนุ่มสาว ในสังคมทุกวันนี้แล้ว พอจะเห็นเงาของอนาคตได้ลางๆ ซึ่งนั่นทำให้เกิดคำถามว่า เยาวชน คนหนุ่มสาว เหล่านี้ จะพาบ้านเมืองไปสู่ยุคสมัยแบบใด และภายหน้าเขาเหล่านั้น จะเป็นชาววิไล หรือจะเป็นชาวศิวิไลซ์ หรือจะเติบโตขึ้นเป็นกาขาวรุ่นใหม่ กันแน่


    "คำทำนาย คำพยากรณ์ อาจมีผลอยู่บ้างต่อชีวิตมนุษย์
    แต่มนุษย์ทุกคน มีศักยภาพที่จะกำหนดชีวิตตนเอง
    ปัจจุบันของเรา คือผลของอดีตที่ผ่านไปแล้ว
    แต่อนาคตของเรา คือผลของปัจจุบัน
     ทุกสิ่งที่คนเราทุกคน กำลังทำ กำลังพูด ในวันนี้
    นั้นคือการกำหนดอนาคตของ...ตนเอง

    ตั้งสติ คิดตามธรรม ทำดีวันนี้ เพื่อ "พรุ่งนี้" ที่ดีกว่า "เมื่อวาน" 

    หมายเหตุ ที่ภาพทุกภาพจะมี "ลิ้งก์" นำคุณไปสู่การสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม